ล็อกอิน

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มีสมาชิก ผู้ใช้ 0 คน และผู้เยี่ยมชม 1 guest กำลังออนไลน์

๓๖. พรรษา ๗๑ - ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๓๖ - ๒๕๓๗)

เราได้พาท่านผู้อ่านทั้งหลายเที่ยวชมโลกของวัดหินหมากเป้งเสียยืดยาวมาเป็นเวลานานพอสมควร เป็นธรรมดาของโลกเมื่ออยู่ที่ใดที่หนึ่งนานๆ หรือแม้แต่การมีอายุชีวิตที่ยืนยาวนานก็ย่อมปรากฏร่องรอยและหลักฐานของสิ่งนั้นๆ เป็นสักขีพยานตามวิสัย ต่างแต่ดีกับชั่วเท่านั้น ซึ่งท่านผู้มีปัญญาและคุณธรรมเพียงพอย่อมสามารถพิจารณาหาเหตุผลได้ด้วยตนเองตามความเป็นจริง คนเราทุกคนที่เกิดมาแล้วย่อมมีชรา และพยาธิเบียดเบียนไม่มากก็น้อยตามแต่บุญกรรมจะประดิษฐ์ เราเองก็หาได้พ้นจากธรรมข้อนี้ไม่ ยิ่งชราภาพมากขึ้นพยาธิก็ยิ่งทวีขึ้นเป็นเงาตามตัวเวทนาก็ปรากฏอยู่เนืองๆ แต่ด้วยอาศัยการอบรมสมาธิปฏิบัติกรรมฐานซึ่งเราได้บำเพ็ญมาโดยตลอดชีวิตนี้ ก็พออาศัยอุบายปัญญารักษาตนเรื่อยมาโดยลำดับ

จนเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ เราก็ถูกพยาธิเข้าครอบงำอีกวาระหนึ่ง ตามวิชาการแพทย์สมัยปัจจุบันเรียกว่าโรคเส้นโลหิตในสมองตีบ เป็นผลให้ร่างกายซีกซ้ายทำงานไม่เป็นปกติ เมื่อสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ทรงทราบถึงการอาพาธของเราก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายแพทย์รุ่งธรรม ลัดพลี แพทย์หลวงประจำพระองค์ พร้อมด้วยศาสตราจารย์ นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ ประจำคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มาดูแลรักษาเราที่วัดหินหมากเป้งอย่างดีที่สุด พร้อมด้วยคณะแพทย์จากจังหวัดหนองคาย มีนายแพทย์บุญเรือง ชูชัยแสงรัตน์ (ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสังคมขณะนั้น) นายแพทย์วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ (ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อคนปัจจุบัน) นายแพทย์ปิยวัฒน์ นิลดำ เป็นต้น พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอีกหลายท่านเกินกว่าที่เราจะกล่าวนามท่านทั้งหมดได้ เรารู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้า ฯ ทั้งสองพระองค์ ตลอดจนคณะแพทย์ทั้งหลายเหล่านั้นเป็นอย่างยิ่ง การอาพาธของเราในครั้งนั้นได้รับการดูแลรักษาอย่างดีจากคณะแพทย์ดังกล่าวแล้วนั้น เพียงไม่กี่สัปดาห์อาการอาพาธของเราก็หายคืนจนเป็นที่พอใจของคณะแพทย์ แต่ก็นั่นแหละคนแก่ก็ไม่ต่างอะไรกับไม้ผุๆ แม้จะเยียวยารักษาทำนุบำรุงสักปานใดก็พอได้อาศัยมีชีวิตอยู่ไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น หลังจากการอาพาธของเราในครั้งนั้นสุขภาพของเราก็ค่อยร่วงโรยลงตามวัยอายุสังขารโดยลำดับ จนถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เราก็ได้อาพาธหนักอีกครั้งหนึ่งด้วยโรคปอดอักเสบ (ตามที่แพทย์ลงความเห็น) และหลังจากนั้นโรคแทรกอื่นๆ ก็คอยหาช่องทางและอุบายเข้ารบกวนอยู่เสมอๆ แม้คณะแพทย์จะพยายามดูแลรักษาเราอย่างดีจนหายจากอาพาธ แต่สุขภาพร่างกายของเราก็ไม่เอื้ออำนวยที่จะให้แข็งแรงดังเดิม

เป็นเหตุให้เรารำลึกถึงสถานที่เก่าซึ่งมีสภาพภูมิประเทศ โดยเฉพาะอากาศที่สัปปายะแก่ธาตุขันธ์ของเรามาก ทั้งเราเคยได้รับความวิเวกมาแต่ก่อนที่จะไปอยู่วัดหินหมากเป้ง สถานที่นั้นคือ วัดถ้ำขาม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ซึ่งเราเคยมาอยู่จำพรรษาแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ที่นี้เป็นวัดเก่าของท่านอาจารย์ฝั้น อาจาโร ท่านเคยอยู่มาก่อน เราจึงได้ตัดสินใจลาหมู่เพื่อนและญาติโยมออกจากวัดหินหมากเป้งเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ มาขออาศัยอยู่ ณ วัดถ้ำขาม

ซึ่งมีพระอาจารย์เขี่ยม โสรโย เป็นเจ้าอาวาส ท่านก็ยินดีและเต็มใจอย่างยิ่ง อำนวยความสะดวกแก่เราทุกอย่างทุกประการเท่าที่ท่านจะกระทำได้ มิให้เราต้องอนาทรเดือดร้อนเลยแม้สักเล็กน้อย เราได้มาพักอยู่ที่กุฏิเก่าที่ท่านอาจารย์ฝั้นเคยอยู่ เมื่อเราได้มารับอากาศและสัมผัสสถานที่ทีวัดถ้ำขาม ไม่นานสุขภาพร่างกายของเราก็ฟื้นฟูขึ้นอย่างน่าแปลก การฉันอาหารกลับมีรสชาติดี การสรงน้ำก็สดชื่น อาการอ่อนเพลียที่เคยเป็น และโรคภัยบางอย่างก็หายไปเองโดยปริยาย เราจึงตัดสินใจอยู่จำพรรษา ณ วัดถ้ำขามกับพระอาจารย์เขี่ยมเรื่อยมาจนปัจจุบัน

ถึงกระนั้นก็ตาม ศาสตราจารย์นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ และนายแพทย์วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ ก็ยังติดตามมาเยี่ยมเยียนดูแลสุขภาพร่างกายของเราอยู่เสมอๆ มิได้ขาดทั้งคณะแพทย์ในบริเวณใกล้เคียงมีโรงพยาบาลพรรณานิคม (โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น) โรงพยาบาลพังโคน โรงพยาบาลสว่างแดนดิน โรงพยาบาลสกลนคร ตลอดจนญาติโยมชาวจังหวัดสกลนครก็ได้ให้การอุปการะแก่เราอย่างดียิ่ง จึงขอจารึกน้ำใจของท่านทั้งหลายเหล่านั้นไว้ ณ ที่นี้ด้วย